แอบอ้าง สปสช. แก๊งคอลเซ็นเตอร์แสบ ล้วงข้อมูลผู้ป่วยตามบ้าน

new news

 

แอบอ้าง สปสช. แก๊งคอลเซ็นเตอร์แสบ ล้วงข้อมูลผู้ป่วยตามบ้าน หมอเตือนระวังลองโควิด

นายกฯห่วงผู้ป่วยโควิด-19 ใหม่ ขอให้เข้าสู่ระบบการรักษา เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์มาขอเลขบัตรประชาชนและให้โอนเงินยืนยัน สปสช.จะโทร.หาผู้ป่วยเมื่อมีการลงทะเบียนแล้วเท่านั้น “หมอนิธิพัฒน์” แนะ 5 วิธีการบริหารปอดผู้ติดเชื้อโควิดหลังหายป่วยแล้ว จุฬาฯเผยความคืบหน้า “วัคซีนไทย” เร่งฉีดวัคซีนเด็กนักเรียนให้ทันก่อนเปิดเทอม

สถานการณ์โควิด-19 ในไทยเริ่มอยู่ช่วงขาลงแล้ว หลังพบผู้ป่วยลดลงต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 4 พ.ค. ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในไทย ว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 9,288 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิตจาก โควิด 82 ราย เป็นชาย 43 ราย หญิง 39 ราย ในจำนวน

ผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 60 ปี และมีโรคเรื้อรังร้อยละ 98 แบ่งเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 61 ราย และมีอายุน้อยกว่า 60 ปี แต่มีโรคเรื้อรัง 19 ราย ส่วน 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 4 พ.ค. พ

บที่ กทม.3,061 ราย บุรีรัมย์ 317 ราย ศรีสะเกษ 300 ราย สมุทรปราการ 270 ราย ขอนแก่น 233 ราย ชลบุรี 231 ราย มหาสารคาม 231 ราย อุบลราชธานี 201 ราย นนทบุรี 170 ราย ร้อยเอ็ด 165 ราย ยอดผู้ติดเชื้อ สะสมยืนยันตั้งแต่ปี 63 จำนวน 4,290,824 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 28,860 ราย

วันเดียวกัน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะเเพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลปอดของ ผู้ที่หายจากโควิด-19 ที่บางรายรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น ว่า โควิด-19 ระลอกโอมิครอน ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาการน้อย หรือไม่มีอาการ มีปอดอักเสบ เสียชีวิต เกิดอาการหลังหายติดเชื้อลดลงจากเดลตาถึง 10 เท่า

ฉะนั้นการดูแลหลักๆจะใช้ระบบรักษาที่บ้าน หรือ HI ทำให้ไม่ได้เอกซเรย์ปอดทุกราย ฉะนั้น คนที่หายจาก โควิด-19 ที่ไม่ได้เอกซเรย์ปอด พบว่า มีอาการเหนื่อย ง่ายขึ้น ต้องแยกก่อนว่า เกิดจาก 1.อาการทางใจ ส่วนนี้อาจต้องหาอาการทางกายให้ได้ว่ามีหรือไม่ หากไม่มี สามารถบอกได้ว่าไม่เกิดปัญหาอะไร อาการ ทางใจจะดีขึ้น

รศ.นพ.นิธิพัฒน์กล่าวอีกว่า 2.อาการทางกาย ทั่วไปจะเรียกว่าอาการหลังโควิด เกิดขึ้นภายใน 4 สัปดาห์ ส่วนอาการลองโควิดจะเกิดหลังจากหายป่วย 1-3 เดือน ส่วนต้องใช้อุปกรณ์ทั้งเครื่องวัดออกซิเจนในเลือด เครื่องวัดชีพจร วิธีทดสอบคือ

ถอดหน้ากากอนามัยแล้วเดินเร็ว 1-2 นาที หลังจากนั้นจะมาดูความ เปลี่ยนแปลง เช่น บางรายที่พบปัญหาชีพจรเร็วขึ้นอยู่ที่ 100-120 ค่าออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 94% กรณีนี้

ต้องพึ่งพาแพทย์เพื่อให้ยารักษาร่วม ค่าออกซิเจนในเลือดคนปกติควรมากกว่า 94% ขึ้นไป แต่คนที่ถือว่าเหนื่อยคือแค่อยู่เฉยๆ ค่าต่ำกว่า 94% แล้วหลังออกกำลังจะลดลงไปอีก 92% เป็นต้น

หลังหายโควิดแล้ว ควรตรวจวัดให้แน่ๆว่า อาการเหนื่อยเกิดจากอะไร เพราะเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้หลังหายป่วยจากเชื้อไวรัส ที่ทำให้ร่างกายไม่ปกติ แต่ต้องพยายามทำให้ร่างกายฟื้นกลับมา

รศ.นพ.นิธิพัฒน์กล่าวต่อว่า ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่หายจากโควิด รวมถึงคนทั่วไปที่ไม่ได้ติดเชื้อ ควรบริหารกล้ามเนื้อในการหายใจ จะใช้เวลาฟื้นฟูต่างกันไป โดยทำดังนี้

1.สูดหายใจเข้าลึกๆ

2.ห่อปาก ให้เล็กที่สุด

3.ระบายเป่าลมออกทางปากอย่างช้าๆ ยาวๆจนหมด

4.กลั้นหายใจนิ่งสักครู่

5.หายใจได้ตามปกติ ให้ทำซ้ำๆเป็นประจำ การบริหารการหายใจ จะช่วยทำให้เนื้อปอด เส้นเลือดเล็กๆในปอดที่สูญเสียจากโควิดค่อยๆกลับมาคืนตัว

ขณะเดียวกันการออกกำลังกายหลังจากเพิ่งหายติดเชื้อ แนะนำกิจกรรมที่ไม่เหนื่อยมาก เช่น การฝึกหายใจ โยคะ ยืดเหยียด ว่ายน้ำ แอโรบิก เลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้หายใจหอบเหนื่อย เช่น เตะฟุตบอล

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรม ควบคุมโรค กล่าวว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในนักเรียน นักศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียน ที่ 1/2565 โดยมติการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ครั้งที่ 451

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. เห็นชอบดังนี้ 1.มอบสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ประสานหารือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำรวจความครอบคลุมการได้รับวัคซีนของนักเรียนแต่ละโรงเรียน 2.มอบสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด/ กรุงเทพมหานคร กำกับติดตามการฉีดวัคซีนให้เป็นไปตามนโยบายแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข 3.เห็นชอบแผนเร่งรัดฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มเป้าหมายอายุ 5-17 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 1/2565

 

อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวด้วยว่า ข้อมูล ณ วันที่ 3 พ.ค. ผลการฉีดวัคซีนกลุ่มเป้าหมายอายุ 12-17 ปี จำนวน 4.7 ล้านคน จากฐานข้อมูล MOPH IC ฉีดเข็มที่ 1 แล้ว 3.6 ล้านคน คิดเป็น 77.2% ฉีดเข็มที่ 2 แล้ว 3.5 ล้านคน คิดเป็น 75.5% ฉีดเข็มที่ 3 แล้ว 2.4 แสนคน คิดเป็น 5.2% แผนเร่งรัดการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับกลุ่มเป้าหมายอายุ 12-17 ปีคือ

1.การเข้ารับบริการเลือกได้ตามความสมัครใจผ่านระบบสถานพยาบาล บริการฉีดทั้งขนาดเต็มโดส ครึ่งโดส และผ่านระบบสถานศึกษา บริการฉีดขนาดครึ่งโดส

2. การฉีดผ่านระบบสถานศึกษา ข้อมูลจากศึกษาธิการจังหวัดประสานไปที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ณ วันที่ 28 เม.ย. มีนักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไปต้องการรับวัคซีนไฟเซอร์เข็มกระตุ้นขนาดครึ่งโดสจำนวน 1.75 ล้านคน คิดเป็น 50% (โดยเปรียบเทียบกับผลการฉีดเข็ม 2 จากระบบ MOPH IC)

3.การจัดสรรวัคซีน กรมควบคุมโรคจะจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์ฝาม่วงสำหรับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวภายในวันที่ 6 พ.ค. ส่วนผลการฉีดวัคซีนกลุ่มเป้าหมายอายุ 5-11 ปี จำนวน 5.1 ล้านคน ข้อมูลจากระบบ MOPH IC

วันที่ 2 พ.ค. ฉีดเข็มที่ 1 แล้ว 2.7 ล้านคน คิดเป็น 53.3% เข็ม 2 แล้ว 6.7 แสนคน คิดเป็น 13.1% แผนเร่งรัดการฉีดวัคซีนสำหรับกลุ่มเป้าหมายอายุ 5-11 ปี 1.อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1

และ 2 สูตรไฟเซอร์-ไฟเซอร์

2.กรมควบคุมโรคสำรวจข้อมูลในเด็กอายุ 5-11 ปี ที่ประสงค์รับวัคซีนเพิ่มเติม ข้อมูล ณ วันที่ 28 เม.ย. ดังนี้ 1.วัคซีนไฟเซอร์เข็ม 1 เก็บตกจำนวน 1.1 แสนคน 2.วัคซีนไฟเซอร์ฉีดเข็ม 2 สูตรไขว้ ซิโนแวค-ไฟเซอร์ จำนวน 1.6 แสนคน

3.กรมควบคุมโรคได้ทยอยจัดส่งวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมายที่มีกำหนดนัดฉีดและที่แสดงความประสงค์เพิ่มเติมในทุกสัปดาห์สำหรับสูตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 เด็กที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการ

สร้างเสริมภูมิคุ้มกัน คือ

อายุ 5-6 ปี เข็ม 1 ไฟเซอร์ เข็ม 2 ไฟเซอร์ ห่างกัน 8 สัปดาห์ เข็ม 3 ยังไม่มีกำหนด

อายุ 6-11 ปี เข็ม 1 ไฟเซอร์ เข็ม 2 ไฟเซอร์ ห่างกัน 8 สัปดาห์ เข็ม 3 ยังไม่มีกำหนด เข็ม 1 ซิโนแวค เข็ม 2 ไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์ ยังไม่มีกำหนด

ส่วนอายุ 12-17 ปี เข็ม 1 ไฟเซอร์เข็ม 2 ไฟเซอร์ ห่างกัน 3-4 สัปดาห์ เข็ม 3 ไฟเซอร์ ห่างกัน 4-6 เดือน เต็มโดส/ครึ่งโดส เข็ม 1 ซิโนแวค เข็ม 2 ไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์ เข็ม 3 ไฟเซอร์ ห่างกัน 4-6 เดือน เต็มโดส

อายุ 6-17 ปี เข็ม 1 ซิโนแวค/ซิโนฟาร์ม เข็ม 2 ซิโนแวค/ซิโนฟาร์ม ห่างกัน 4 สัปดาห์ เข็มที่ 3 ไฟเซอร์เต็มโดสตามช่วงอายุ ห่างกัน 4 สัปดาห์

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.บริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ChulaCov19 ที่เป็นวัคซีนสัญชาติไทย ชนิด m-RNA ว่า ภาพรวมถือเป็นข่าวดี โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการออกแบบวัคซีนและให้โรงงานในสหรัฐอเมริกาผลิต ลอตแรกมีข่าวดีว่า

ผ่านการพิสูจน์ในอาสาสมัครระยะที่ 1 และ 2 เรียบร้อย พบว่าปลอดภัย กระตุ้นภูมิได้สูงเป็นที่น่าพอใจ ขนาดที่เลือกเมื่อเทียบกับวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในไทย ได้แก่ ไฟเซอร์

ได้ภูมิที่สูงกว่าชัดเจน ระยะที่สองคือการผลิตวัคซีนในประเทศโดยโรงงานไทย ได้แก่ บ.ไบโอเน็ตเอเชีย ผลิตวัคซีนลอตแรกในไทยเรียบร้อยและผ่านการประกันคุณภาพแล้ว ทีมวิจัยส่งเอกสาร ข้อมูลต่างๆ เข้าสู่การพิจารณาจากคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอทดสอบในอาสาสมัครระยะที่ 1-2 ขณะนี้อยู่ระหว่างรออนุมัติจาก อย.ให้เริ่มทดสอบเมื่อใด หากทดสอบได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าน่าจะขอขึ้นทะเบียนวัคซีนได้ในปลายปี 65

“ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่การพัฒนาวัคซีนของทีมวิจัยก็ไม่ได้หยุด ระหว่างที่ขอขึ้นทะเบียนวัคซีนรุ่นที่ 1 มีการพัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 เพื่อป้องกันเชื้อโอมิครอนไปพร้อมกัน รอการขึ้นทะเบียนในลำดับต่อไป ที่สำคัญการที่ไทยมีเทคโนโลยีเป็นของเราเอง ทำให้เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ หากเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 กลับมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ไหน หรือเกิดโรคระบาดใหม่ๆขึ้น จะสามารถพัฒนาวัคซีนได้เองในระยะเวลาที่เร็วขึ้น ถ้าวัคซีนไทยขึ้นทะเบียนได้ภายในปีนี้ต้องอาศัยทุกภาคส่วนช่วยกันสนับสนุน

ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ขอให้ผู้ป่วยใหม่ทุกคนเข้าสู่ระบบการรักษาตามระดับอาการหรือลงทะเบียนในระบบ HI และอย่าหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ขณะนี้มีการแอบอ้างว่ามาจากหน่วยงานสาธารณสุข โทร.หาผู้ป่วยเพื่อขอข้อมูลส่วนบุคคลหรือให้โอนเงิน ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนให้ประวัติหรือข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่นๆ นอกจากนี้ยังได้รับการชี้แจงจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือจากสายด่วน สปสช. 1330 ว่า จะโทร.หาประชาชนเฉพาะกรณีบุคคลนั้นลงทะเบียนเข้ารับการดูแลในระบบ HI และการโทร.หาผู้ป่วยจะไม่สอบถามข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากได้รับแจ้งข้อมูลผู้ป่วยตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียนแล้ว ดังนั้น อย่าได้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลกับคนที่อ้างโทร.มาจาก สปสช. และหากพบมีการแจ้งให้โอนเงินไม่ว่าจะกรณีใดๆ อย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด

วันเดียวกัน รัฐบาลจีนสั่งระงับการให้บริการขนส่งสาธารณะ

ทั้งรถโดยสารกว่า 158 เส้นทาง และรถไฟใต้ดินกว่า 40 สถานีในกรุงปักกิ่ง หวังสกัดกั้นการลุกลามของไวรัสโควิด-19 และหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการล็อกดาวน์แบบเดียวกับนครเซี่ยงไฮ้ พร้อมตรวจหาเชื้อพลเมืองทั้งหมดในเมืองหลวงให้ครบ 3 รอบ ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 2 รอบ ขณะที่นคร เซี่ยงไฮ้ยังไม่มีท่าทีจะผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่วนที่สหรัฐฯ วารสารการแพทย์ด้านภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันเผยว่า

ผลการศึกษาและสังเกตการณ์ผู้ป่วยกว่า 62,000 คน พบว่าเด็กเล็กที่เป็นหอบหืด จะมีอาการแย่ลงในกรอบเวลา 6 เดือนหลังติดเชื้อโควิด ทั้งเข้าโรงพยาบาล นอนโรงพยาบาลบ่อยขึ้น ใช้เครื่องขยายหลอดลมถี่ขึ้น รวมถึงอาการทวีความรุนแรงจนต้องใช้การรักษาด้วยสเตียรอยด์

ขอบคุณแหล่งที่มา : thairath.co.th


ติดตามข่าวสารได้ที่ have-a-look.net