ถอดรหัสเศรษฐกิจยุคราคาดีเซลขยับขึ้น ค่าครองชีพคนไทยพุ่ง

economy

ถอดรหัสเศรษฐกิจยุคราคาดีเซลขยับขึ้น ค่าครองชีพคนไทยพุ่งพรวด

คงไม่ได้กล่าวเกินไป หากจะพูดว่าขณะนี้เป็นอีกครั้งที่ “เรากำลังเผชิญกับยุคข้าวยากหมากแพง” หลังจากที่ “ค่าครองชีพ” สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากราคาอาหารสดที่แพงขึ้น ส่งผลกระทบมาสู่ราคาอาหารสำเร็จรูป รวมทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมัน ราคาอาหารสัตว์ และปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการทำเกษตร

สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐบาลได้พยายามบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยการพยุงต้นทุนการผลิตสินค้าไม่ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร

แต่ในที่สุดเมื่อกัดฟันตรึงราคามาระยะหนึ่ง ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งทำหน้าที่อุดหนุนราคาติดลบใกล้แตะ 60,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลตัดสินใจลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล โดยค่อยๆขึ้นราคาเป็นขั้นบันได

ทำให้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บริโภคก็ต้องแบกรับรายจ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้นจากราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ที่รัฐบาลตัดสินใจปรับเพิ่มขึ้นทันที 2 บาทต่อลิตร จาก 30 บาทต่อลิตร เป็น 32 บาทต่อลิตร

ถอดรหัสเศรษฐกิจยุคราคาดีเซลขยับขึ้น ค่าครองชีพคนไทยพุ่ง
ขณะเดียวกัน ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า ราคา 32 บาทต่อลิตร จะยืนราคาได้อีกนานเท่าไร เพราะราคาที่แท้จริงในขณะนี้ หากไม่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเลย ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศจะอยู่ที่ 40 บาทต่อลิตร และหากการอุดหนุนเพียงครึ่งเดียวตามมติ ครม. ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 35 บาทต่อลิตร

ดังนั้น แม้ว่าคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จะระบุว่า การพิจารณาจะปรับราคาเป็นขั้นบันไดเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเพดานการปรับราคาสูงสุดในรอบนี้อยู่ที่ 35 บาทต่อลิตร ซึ่งอาจไต่ขึ้นไปสู่ระดับนั้นได้ไม่ยาก หากราคาน้ำมันโลกยังยืนอยู่ในระดับสูง แต่หากราคาน้ำมันตลาดโลกมีการปรับลดลง ก็จะมีการปรับเงินอุดหนุน และปรับเพดานราคาลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันต่อไป

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้สรุปสถานการณ์ความเปราะบางของราคาน้ำมัน และผลกระทบที่จะส่งต่อไปยังราคาสินค้า ค่าขนส่ง รวมทั้งสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในภาคการผลิต การขนส่งสินค้า และผู้ดูแลราคาสินค้าของประเทศ เพื่อช่วยกันมองภาพ “ค่าครองชีพ” ของคนไทยในระยะต่อไปจากนี้

ดีเซล 32 บาท คนไทยจ่ายเพิ่ม 4 พันล้าน

เริ่มต้นจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ระบุว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศ 2 บาทต่อลิตร จาก 30 บาทเป็น 32 บาทต่อลิตรนั้น หากคิดเป็นเม็ดเงินที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มขึ้น จะเท่ากับว่าประชาชนต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 136 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อเดือน

และหากจำเป็นต้องปรับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไปที่ 35 บาทต่อลิตร จะทำให้คนไทยมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 340 ล้านบาทต่อวัน หรือเฉลี่ย 10,000 ล้านบาทต่อเดือน

คิดจากปัจจุบัน ไทยมีความต้องการใช้ดีเซล 68 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเท่ากับ 65% ของความต้องการใช้น้ำมันทุกประเภท และส่วนใหญ่เป็นการใช้ในกลุ่มรถยนต์โดยสาร รถบรรทุก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งสินค้า ค่าโดยสาร และในที่สุดก็อาจต้องมีการผลักภาระให้กับผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ต้องติดตามเกี่ยวกับราคาน้ำมัน

คือ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตร 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.65 และจะสิ้นสุดวันที่ 20 พ.ค.นี้ ซึ่งจะขยายเวลาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล

นอกจากนั้น เมื่อตรวจสอบราคาน้ำมันในตลาดหลักๆของโลก ยัง คงยืนเหนือระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯมาโดยตลอด ล่าสุด ณ วันที่ 29 เม.ย.65 พบว่า น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 105.36 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ อยู่ที่ 107.59 เหรียญฯ และราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบอยู่ที่ 102.69 เหรียญฯ

โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส และเบรนท์ที่ปรับเพิ่มขึ้น มาจากการที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนี ได้ระบุว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) จะยึดข้อตกลงเดิมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ 432,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน มิ.ย.นี้ แม้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งยังไม่นับรวมถึงมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมที่อาจออกมาในอนาคต ล้วนเป็นแรงกดดันส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในระยะข้างหน้า

“กูรูน้ำมันทั่วโลก” ต่างเห็นตรงกันว่าตลอดทั้งปีนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกจะไม่ลดต่ำกว่า 100 เหรียญฯอย่างแน่นอน โดยมีปัจจัยจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19

ก๊าซหุงต้ม-ค่าไฟฟ้าดาหน้าปรับขึ้น

สำหรับแผนการรับมือราคาพลังงานในระยะข้างหน้า สำนักงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) อยู่ระหว่างการทวนแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2563-2567 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยคาดว่าได้ข้อสรุปในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้

ขณะที่การแก้ปัญหาระยะสั้น ด้วยการกู้เงินมาเพิ่มเติมสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันก้อนแรก 20,000 ล้านบาท ที่เพิ่งปิดรับข้อเสนอของสถาบันการเงินที่ต้องการปล่อยกู้ให้ไปเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านนั้น ยังต้องรอข้อสรุปในเดือน พ.ค.นี้ ว่าจะมีข้อสรุปอย่างไร และเพียงพอหรือไม่กับการใช้เงินกู้ก้อนแรก เพื่อฝ่าวิกฤติราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม สกนช.ได้คาดว่าเงินกู้ก้อนแรกจะสามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาราคาน้ำมันได้ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้

นอกจากนั้น ในขณะที่ทุกคนกำลังสาละวนแก้ปัญหาน้ำมันแพง เดือน พ.ค.นี้ คนไทยยังต้องรับมือกับอีกปัจจัยที่จะเข้ามาซ้ำเติม นั่นคือ ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่จะปรับเพิ่มอีก 1 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)


โดยเป็นการปรับขึ้นตามแผนต่อเนื่อง จากเดิมรัฐบาลตรึงราคาไว้ที่ 318 บาทต่อถังขนาด 15 กก.มากว่า 2 ปี ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ราคา 333 บาทต่อถัง 15 กก. และจะเพิ่มเป็น 348 บาทต่อถัง 15 กก.ในเดือน พ.ค.นี้ จากนั้นในเดือน มิ.ย.ปรับเพิ่มเป็น 363 บาทต่อถัง 15 กก.

อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซหุงต้มที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นราคาที่รัฐบาลยังอุดหนุนส่วนหนึ่ง หากไม่อุดหนุนราคาจะขึ้นไปที่ 463 บาทต่อถัง 15 กก. โดยเดือน เม.ย.-มิ.ย.นี้ ซึ่งมีมติให้ทยอยปรับราคาขึ้นไปบางส่วน แต่รัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุนราคาให้กับประชาชนรวม 6,380 ล้านบาท

ยิ่งไปกว่านั้น เรายังต้องเตรียมรับมือกับ “บิลค่าไฟฟ้า” ในเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ ที่ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 4 บาทต่อหน่วย จากต้นทุนราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น

โดยส่วนนี้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบางที่ใช้ไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ให้จ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับรอบบิลเดือน ม.ค.-เม.ย. แต่หากใช้เกิน 300 หน่วยขึ้นไป คงต้องทำใจรับภาระค่าไฟที่เพิ่มขึ้นกันเต็มๆ

เกรียงไกร เธียรนุกุล
เกรียงไกร เธียรนุกุล
ต้นทุนพุ่งดันสินค้า-บริการขยับขึ้น

ในส่วนของภาคการผลิต “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ให้ความเห็นว่า “การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลขึ้นลิตรละ 2 บาทตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นั้น แน่นอนว่าคงจะส่งผล กระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่ง และโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการเฉลี่ยอยู่ประมาณ 15% ของต้นทุนทั้งหมด ทำให้สินค้าและบริการบางประเภทมีความจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า หลังจากที่ผู้ประกอบการพยายามปรับกลยุทธ์เพื่อตรึงราคาสินค้าช่วยเหลือผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐไม่เข้ามาช่วยพยุงราคาน้ำมันดีเซล โดยหากปล่อยให้ราคาลอยตัวถึงระดับ 40 บาทต่อลิตร แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกภาคส่วนอย่างมาก และคาดว่าต้นทุนการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3-5% ทำให้ราคาขายปลีกสินค้าก็น่าจะมีการปรับขึ้นมากกว่านี้

รวมทั้ง ผู้ประกอบการก็จะมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าอีกครั้งภายในกลางปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) เพื่อให้ธุรกิจไม่ขาดทุนและสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

นอกจากนี้ ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ผันผวนและอยู่ในระดับสูง คาดว่า ปีนี้ราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 100-110 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อของไทย

โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า ปีนี้อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 4.9% สอดคล้องกับมุมมองของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่คาดเพิ่มขึ้น 3.5—5.5% ภาวะเงินเฟ้อจึงเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐ จะต้องเตรียมรับมือผลกระทบในอนาคต

ทองอยู่ คงขันธ์
ทองอยู่ คงขันธ์
ขนส่ง-รถบรรทุกเตรียมปรับขึ้นราคา

ขณะที่ภาคการขนส่ง “นายทองอยู่ คงขันธ์” ประธานที่ปรึกษาสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นและยอมรับว่า “การปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้ารถบรรทุกได้รับผลกระทบ เพราะต้นทุนน้ำมันเป็นต้นทุนหลักต้นน้ำของการขนส่ง ขณะเดียวกัน ยังทำให้ต้นทุนค่าอะไหล่ ต้นทุนค่าแรง เป็นต้น ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

นอกจากนั้น ในปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการขนส่งนั้น หากผู้ประกอบการต้องการทำให้ถูกกฎหมาย หมายถึงจะมีคนขับ 2 คนต่อคัน ไม่บรรทุกน้ำหนักเกิน รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำรถใหม่มาให้บริการ ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มกว่า 40-45% อยู่แล้วและหากเป็นผู้ประกอบการที่ใช้รถเก่าจะแบกรับต้นทุนกว่า 50-55%

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการยืนยันมาตลอดว่า สามารถรับต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลได้สูงสุด 25 บาทต่อลิตร และยิ่งมีการปรับราคาน้ำมัน ดีเซลเพิ่มขึ้นยิ่งจะเพิ่มภาระต้นทุนให้ โดยราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร ต้นทุนค่าขนส่งจะเพิ่ม 3-4%หากปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้น 2 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งก็จะเพิ่ม 8-10%

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนหนึ่งได้ปรับราคาค่าขนส่งไปแล้ว แต่ผู้ประกอบการขนส่งส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับราคาค่าขนส่งได้ในทันที เนื่องจากติดปัญหาสัญญาจ้างขนส่งระยะยาว ต้องรอสัญญาสิ้นสุด และหลังจากนั้น เชื่อว่าผู้ประกอบการขนส่งจะปรับราคาแน่นอน เพราะทุกวันนี้แต่ละรายต้องปรับตัวแบกรับภาระต้นทุน เพื่อเลี้ยงลูกน้องให้อยู่ได้ไปก่อน มีเงินหมุนเวียน ถามว่ามีกำไรไหม ตอบเลยไม่มี แค่ประคองตัว

ขณะที่ทางแก้ที่ผู้ประกอบการจะต้องทำเพื่อรับมือน้ำมันดีเซลลอยตัว คือ 1.ผู้ประกอบการต้องปรับราคาค่าขนส่ง 2.ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุน เช่น ลดการขนส่งวิ่งรถเที่ยวเปล่า และ 3.นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในองค์กร


วิ่งสู้ฟัดลดค่าครองชีพคนไทย

ในส่วนของราคาสินค้า “นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม” อธิบดีกรมการค้าภายใน บอกว่า ราคาน้ำมันดีเซลเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนผลิตสินค้า แต่ไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด และต้นทุนค่าขนส่งมีสัดส่วน 8.75% ของต้นทุนสินค้า โดยราคาดีเซล คิดเป็น 40% ของต้นทุนค่าขนส่ง ส่วนที่เหลือเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว (เอ็นจีวี) ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ฯลฯ ถือว่าดีเซลมีสัดส่วนน้อยมากในต้นทุนผลิต และขนส่ง

นอกจากนี้ กรมยังได้วิเคราะห์ผลกระทบการขึ้นราคาดีเซลที่มีต่อต้นทุนสินค้า พบว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นน้อยมากที่ 0.0004-0.15% ของต้นทุนผลิตรวม กรณีที่ดีเซลปรับขึ้นแบบขั้นบันได และสุดท้ายขึ้นไป 5 บาท ทำให้ต้นทุนสินค้าขึ้นยังไม่ถึง 1% แต่ผลกระทบของแต่ละสินค้าแตกต่างกัน ไม่ใช่เท่ากันทุกสินค้า

“ยอมรับราคาสินค้าบางส่วนต้องขยับขึ้น แต่การพิจารณา กรมจะดูโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด และดูว่ากำไรที่ผู้ผลิตได้จากการขายยังครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่น ถ้ามีกำไร 5% และต้นทุนปรับขึ้น 1% ถือว่ากำไรยังครอบคลุม ก็อาจยังไม่ให้ขึ้นราคาขาย แต่ถ้ารายใดขาดทุนจะพิจารณาให้ปรับขึ้นเป็นรายๆไป เพื่อให้ผู้ผลิตอยู่ได้ ไม่หยุดผลิตจนเกิดภาวะขาดแคลนสินค้า แต่อาจไม่ให้ปรับขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคไม่เดือดร้อนมากนัก”

ส่วนผลกระทบการขึ้นราคาดีเซลที่มีต่อเงินเฟ้อ จากการวิเคราะห์ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) พบว่า ถ้าดีเซลเพิ่มลิตรละ 2 บาทมาอยู่ที่ 33.16 บาท จะมีผลทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.34% ถ้าเพิ่มขึ้นลิตรละ 3 บาทมาอยู่ที่ 34.16 บาท เงินเฟ้อจะสูงขึ้น 0.45% ถ้าเพิ่มขึ้นลิตรละ 4 บาทมาอยู่ที่ 35.16 บาท เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 0.56% และหากเพิ่มขึ้นลิตรละ 5 บาทมาอยู่ที่ 36.16 บาท เงินเฟ้อจะสูงขึ้น 0.67%

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงใช้นโยบายตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นทั้ง 18 กลุ่มให้นานที่สุด เช่น อาหารสด, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, อาหารกระป๋อง, ข้าวสารบรรจุถุง, ซอสปรุงรส, น้ำมันพืช ฯลฯ และยังมีมาตรการลดค่าครองชีพผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

โดยจัดทำโครงการ Mobile พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน จำหน่ายสินค้าที่จำเป็นลดสูงสุด 60% ล่าสุด เตรียมเพิ่มรถพุ่มพวงจากปัจจุบันมี 25 คัน เป็น 50 คัน ตระเวนขายตามชุมชนต่างๆทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงเพิ่มจุดจำหน่ายจาก 75 จุด เป็น 100 จุด ประชาชนตรวจสอบจุดจำหน่ายได้ที่ www.dit.go.th รวมถึงเตรียมจัดมหกรรมธงฟ้า 4 มุมเมืองทั่วกรุงเทพฯ เพื่อนำสินค้าที่จำเป็นมาขายตรงถึงมือผู้บริโภคในราคาประหยัด.

ขอบคุณแหล่งที่มา : thairath.co.th


ติดตามข่าวสารได้ที่ have-a-look.net

economy
เศรษฐกิจ

BAY คาดกรอบบาทสัปดาห์นี้ 35.25-35.70 จับตา

BAY คาดกรอบบาทสัปดาห์นี้ 35.25-35.70 จับตาประธานเฟด-ECB […]

อ่านต่อ ...