สวชช.ตั้งเป้าปีการศึกษา 2565 เดินหน้าสู่ “วิทยาลัยชุมชนดิจิทัล”

study

สวชช.ตั้งเป้าปีการศึกษา 2565 เดินหน้าเติมเต็มสู่ “วิทยาลัยชุมชนดิจิทัล”

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกภาคส่วน โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่ต้องหันมาจัดการเรียนการสอนออนไลน์มากขึ้น เพื่อไม่ให้การเรียนรู้ต้องหยุดชะงัก

สถาบันวิทยาลัยชุมชน (สวชช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำกับดูแล วิทยาลัยชุมชน (วชช.) 20 แห่งทั่วประเทศ ได้ปรับการเรียนการสอน มุ่งเน้นให้ วชช.ทุกแห่ง มีระบบกระจายสัญญาณ เครื่องมืออุปกรณ์ การฝึกอบรมบุคลากรและอาจารย์ให้มีทักษะการสอนออนไลน์ และจัดอุปกรณ์ที่ขาดแคลนให้นักศึกษา

“ปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา วชช.ทุกแห่ง ได้ดำเนินการตามเป้าหมาย เป็นสถาบันการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน เพิ่มทักษะอาชีพตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลงให้แก่เด็ก เยาวชน และคนในชุมชน รวมถึงช่วยพัฒนาผู้ด้อยโอกาสในสังคมตามมติสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน ที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ยากจน 10% ล่างให้เข้าถึงการศึกษาและมีอาชีพ มีรายได้

โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของโควิด วชช.ทั้ง 20 แห่ง จัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ทุกช่วงวัย ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้า” ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน เล่าถึงภารกิจ สวชช.ในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมกับตอกย้ำความสำเร็จด้วยว่า

สวชช.ตั้งเป้าปีการศึกษา 2565 เดินหน้าสู่ “วิทยาลัยชุมชนดิจิทัล”

…จากความมุ่งมั่นดังกล่าวทำให้ปีการศึกษา 2564 วชช.มีนักศึกษาระดับอนุปริญญาเพิ่มขึ้นถึง 8% หลักสูตรระยะสั้น 58,452 คน หรือ 34% โดยเฉพาะในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลักสูตรระยะสั้นที่ได้รับความนิยม อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต่างๆ เช่น ผ้าพื้นเมือง อาหารพื้นบ้าน การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงหลักสูตรการตัดต่อ การถ่ายคลิปวิดีโอ เทคนิคการถ่ายภาพโฆษณา เป็นต้น

และเนื่องจากเป็นหลักสูตรตอบโจทย์คนในพื้นที่ ค่าเล่าเรียนต่ำ และสามารถเทียบโอนไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ยะลาตามข้อตกลงร่วมกันระหว่าง วชช.กับ มรภ.ยะลา ทำให้คนในพื้นที่สนใจเข้ามาเรียนกับ วชช.มาก นอกจากนี้ วชช.ยังได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงจากกองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) ต่อเนื่องกันทุกปี ขณะเดียวกัน วชช.ยังดูแลครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุได้เข้าฝึกอาชีพ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นจำนวนมาก

ดร.สิริกร ยังฉายภาพเพิ่มเติมว่า

นอกจากนี้ วชช.ยังได้ดำเนินงานวิจัย 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.วิจัยแก้จน โดยร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่แก้ปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จใน 4 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท ยโสธร มุกดาหาร และสามารถนำเสนอโมเดลแก้จนรูปแบบต่างๆ อาทิ แพะเงินล้าน ที่ชัยนาท หรือส่งออกใบหม่อนเลี้ยงสัตว์ และ 2.โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาต้นแบบชุมชนนวัตกรรม ทำให้เกิดนวัตกรรมชุมชนถึง 27 นวัตกรรม และในปีที่ผ่านมา ยังเป็นปีแรกที่ วชช.10 แห่ง ได้ร่วมงานวิจัยกับสถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่นภายใต้ “ธัชชา” เพื่อสำรวจสืบค้นเกี่ยวกับช่างศิลป์ท้องถิ่น

“ก้าวเดินต่อไปของ วชช.จะมุ่งพัฒนาตามพันธกิจกลุ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่ง อว.มีนโยบายในการทำกรอบแผนการปรับโฉม (Reinventing) เพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของอุดมศึกษา ซึ่งในส่วนของ วชช.ได้จัดทำแผนพัฒนาใน 6 สาขา ได้แก่ สาขาการเกษตร การท่องเที่ยว การแพทย์แผนไทย การจัดการโลจิสติกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และเทคนิคเครื่องกล ซึ่งตอบสนองยุทธศาสตร์ ชาติ ที่เน้นพัฒนาชุมชน เศรษฐกิจไทย โดยเป้าหมายแรกจะดำเนินการใน 10 วชช.และขยายผลให้ครบทุก วชช.ภายในปี 2570


…ในปี 2565 สวชช.จะขับ เคลื่อนการแพทย์แผนไทยและหลักสูตรด้านสุขภาพ โดยนำร่องที่ วชช.ตาก จะมีการผลักดันให้เกิดโรงเรียนการแพทย์แผนไทย และเป็นต้นแบบให้ วชช.อื่นๆ โดยปีนี้อยู่ในช่วงขออนุมัติจัดตั้งสถานพยาบาลควบคู่การขับเคลื่อนให้เป็นโรงเรียนการแพทย์แผนไทย ดูแลรักษา 4 สาขา ได้แก่ ผดุงครรภ์ไทย เภสัชกรรมไทย เวชกรรมไทย และนวดไทย คณะกรรมการชุดดังกล่าว จะทำหน้าที่กำกับทิศทางการแพทย์แผนไทย และหลักสูตรสุขภาพ โดยจะใช้ชื่อว่า “ตากสัปปายะ” ใช้ธรรมชาติบำบัด คาดว่าจะเปิดทำการอย่างเป็นทางการในเดือน ต.ค. 2565 และมีแผนขยายไปสู่ วชช.มุกดาหาร วชช.สระแก้ว และ วชช.สงขลา ตามลำดับ นอก จากนี้จะมีการ แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลโดยเบื้องต้น สภาสถาบัน วชช. ได้มีมติวางแผนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือช่วยปรับปรุงระบบทำงานหลังบ้าน หรือ BackOffice ตั้งเป้าภายใน 4-6 เดือน จะปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพ ลดภาระงานให้แก่บุคลากรของ วชช. และจะใช้ วชช.สุโขทัย เป็นต้นแบบ วชช.ดิจิทัล ก่อนขยายไปสู่ วชช.อื่นๆต่อไป” ดร.สิริกร กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ นายนำชัย กฤษณาสกุล รักษาราชการแทน ผอ.สวชช. กล่าวเสริมว่า

ปีการศึกษา 2565 สวชช.เตรียมเดินหน้าปรับทิศทางการเข้าถึงกลุ่มผู้ว่างงาน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดโอกาสมากขึ้น โดยหันมาพัฒนาหลักสูตร Non-credit ทั้ง upskill และ reskill ตามบริบทพื้นที่ อาทิ หลักสูตรเทคโนโลยีการเกษตร หลักสูตรรองรับการท่องเที่ยวของชุมชน หลักสูตรการประกอบอาหารและผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเล หลักสูตรเกี่ยวกับสมุนไพร หลักสูตรเกษตรอินทรีย์

หลักสูตรการทอผ้าพื้นเมือง หลักสูตรการขาย Online ฯลฯ เป็นต้น ขณะเดียวกัน จะมีการ ปรับงานวิจัยมุ่งเน้นงานวิจัยเพื่อพัฒนา เพื่อส่งเสริมให้ 20 วชช.ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ ส่วนการเดินหน้า วชช.สู่วิทยาลัยดิจิทัลนั้น จะส่งเสริม วชช. 20 แห่ง ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการ ทำงาน (Digital transformation) วชช.จะใช้แพลตฟอร์มในการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานผ่านรูปแบบ Youtube, Google for Education, Moodle, Social Media, Thai Mooc ในปี 2566 จะมีแพลตฟอร์ม LMS ที่เป็นของ สวชช.เอง และในปี 2567 สวชช.วางแผนจะให้ผู้เรียนสามารถเรียนผ่านระบบดิจิทัลได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ระบบดิจิทัลจะถูกนำมาใช้ตั้งแต่การลงทะเบียนชำระเงินจนถึงขั้นรับวุฒิบัตร

“ทีมการศึกษา” มองว่า การปรับบทบาทหน้าที่ของ วชช.ครั้งนี้เป็นจุดแข็งที่สำคัญที่จะก้าวไปสู่สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

แต่สิ่งที่เราคงต้องฝากไว้ก็คือ ความจริงจังจริงใจ และการเดินหน้าอย่างต่อเนื่องของชาว วชช.ที่จะรวมพลังก้าวไปสู่จุดหมายดังกล่าว

เพราะผลสัมฤทธิ์ในการสร้างคนเพื่อตอบโจทย์ของสังคมและประเทศ คือ บทพิสูจน์อนาคตของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง…!!!