สุพัฒนพงษ์ ชูแผนพัฒนาฯ ฉบับ 13 พลิกโฉมประเทศไทย

เศรษฐกิจ

07 ต.ค. 64 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน เป็นประธาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ
ภายใต้หัวข้อ “ประเทศไทยจะกลับมา” (Resilient Thailand: Ways to Bounce Back) ว่า ในการเตรียมความพร้อม
การเปิดประเทศเพื่อรองรับเศรษฐกิจ สำหรับการท่องเที่ยว ประเทศไทยได้เปิดการท่องเที่ยวที่ภูเก็ต (Phuket SandBox)
ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จ และในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และไตรมาสที่ 1 ของปี 2565
รัฐบาลตั้งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีรายจ่ายต่อหัวสูงเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1 ล้านคน
รวมถึงกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาแผนเปิดเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ต่อไป อย่างไรก็ดี
การเปิดพื้นที่ต้องอาศัยความมือกันในทุกภาคส่วน และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสาธารณสุขเป็นหลัก

สำหรับความเดือดร้อนของภาคประชาชน ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่
โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs มีมาตรการเพื่อเสริมสภาพคล่อง การแก้ปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19
ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีทิศทางให้สถาบันการเงินร่วมมือกันแก้ปัญหาหนี้ให้สอดคล้องกับความเป็นไปได้ในการชำระหนี้
ยืนยันว่ารัฐบาลทำเต็มที่ในส่วนนี้ และยังทำต่อไป

เศรษฐกิจ

ในส่วนการผ่อนคลายมาตรการ จะทยอยผ่อนคลายไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของการแพร่ระบาด
ในส่วนความมั่นคงทางการเงิน ฐานะการเงินการคลังของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดย Fitch Ratings และ S&P Global Ratings
ทำการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยทางการเงิน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีและมีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ ราคาพลังงานโลก จากความต้องการที่มีมากขึ้น ประกอบกับการผลิตได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป
ทำให้เกิดความชะงักงันในการผลิต ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และรัสเซีย ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น รวมถึงสินแร่อื่น ๆ ราคาสูงขึ้นไปด้วย
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นความท้าทายใหม่ โดยรัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพยายามลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน
เพื่อรักษาเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ไม่อยากเห็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเกินไป จนเป็นภาระต่อภาคประชาชน

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนไทยในระยะต่อไป รัฐบาลกำลังเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
อยู่ ซึ่งเป็นแผนฯ ที่มีทิศทางการพลิกโฉมประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(Decarbonization) โดยไทยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายในปี 2608-2613 โดยไทยจะพลิกฟื้นอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น
3ทั้งอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ซึ่งไทยมีศักยภาพ ทั้งในด้านพลังงานจากชีวมวล พลังงานจากก๊าซชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell)
และพลังงานน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน

โดยไทยมุ่งเป้าที่จะมีพลังงานทดแทนมากกว่า 50% ภายในอีก 10 ปี การเพิ่มการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย 30%
ของกำลังการผลิตทั้งหมด ในปี 2573 และจะต้องมีการวางโครงสร้างของ Ecosystem ของยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า
ระบบสายส่งที่หยืดหยุ่น ซึ่งตรงนี้จะเกิดเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการพูดคุยกับผู้ประกอบการรถยนต์ในประเทศ
และเชิญชวนผู้ประกอบการจากต่างประเทศที่สนใจ โดยคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีนโยบายการส่งเสริมที่ชัดเจนออกมา

นอกจากนี้ การลดการใช้พลังงานทุกสาขาลง 30% ภายในปี 2037 ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการเร่งรัดอย่างจริงจัง
การเพิ่มพื้นที่ปลูกป่ามากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

ในเรื่องอุตสาหกรรมใหม่ ๆ นั้น ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้วางรากฐานการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไว้ในทุก ๆ ด้าน
ทั้งการโทรคมนาคม การคมนาคม โครงข่ายพลังงานไฟฟ้าต่าง ๆ วันนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างระบบนิเวศ
ที่จะเอื้อต่อการดึงดูดการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ ยานยนต์ไฟฟ้า
และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เราเข้มแข็งอยู่แล้ว ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว เป็นต้น

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลได้ทำมาทั้งหมด เป็นการสร้างฐานสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
รวมทั้งเป็นการขยายความเจริญเข้าสู่ภูมิภาค และเชื่อมโยงภูมิภาค โดยมีความคืบหน้าในหลายโครงการ ทั้งรถไฟรางคู่
ขนส่งมวลชน เส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงทางถนนสู่ชายแดน โครงข่ายทางพลังงาน รัฐบาลพยายามผลักดันให้ประเทศไทย
เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

ขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามสร้างระบบนิเวศการลงทุนภายในประเทศ โดยมีการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ ทั้ง EEC
และบริเวณชายแดน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล หรือ Ease of Doing Business
ซึ่งแม้ว่า World Bank จะยุติการประเมินนี้ไปแล้ว แต่รัฐบาลยังคงทำต่อ เพื่อให้ประเทศไทยเกิดการพัฒนา ปรับปรุง
ระบบการทำงานให้รวดเร็วขึ้น มีขั้นตอนที่น้อยลงไป ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย และสิ่งสำคัญคือ การพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์
ซึ่งมีการพัฒนาเตรียมการโดยมีสถาบันนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นในประเทศไทย

รองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่า ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การพลิกโฉมประเทศให้ก้าวไปสู่สังคมในบริบทใหม่ ที่จะสอดคล้องกับลักษณะของประเทศไทย
ในอนาคตที่จะมีผู้สูงอายุมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น พร้อมขอให้ประชาชนร่วมมือกัน ช่วงนี้อยู่ในช่วงรอยต่อ แม้สถานการณ์โควิด-19
จะคลี่คลายขึ้น แต่ก็ไม่ควรประมาท รัฐบาลมีการเตรียมความพร้อม นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น อาทิ ราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ
ซึ่งรัฐบาลยืนยันจะทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ลดผลกระทบต่อประชาชน และเพื่อที่จะก้าวผ่านและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ที่มาข่าว : https://www.infoquest.co.th/2021/133498

เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ

นายกฯ สั่งแก้หมูแพงทั้งระบบตั้งแต่ผู้เลี้ยงหมูถึงการจัดจำหน่าย

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว […]

อ่านต่อ ...