โควิด ฉุดเศรษฐกิจไทยปีนี้โตเหลือ 1.8% จับตา ไวรัสกลายพันธ์

กนง.จับตา โควิด ไวรัสกลายพันธ์ ฉุดเศรษฐกิจไทยกับการกระจายวัคซีน

โควิดฉุดเศรษฐกิจไทยปีนี้โตเหลือ 1.8%กนง.จับตา ไวรัสกลายพันธ์กับการกระจายวัคซีน ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเศรษฐกิจ4-6เดือนข้างหน้า คงดอกเบี้ยนโยบาย0.50%ต่อปี ห่วงภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบางสายป่านสั้น โดยเฉพาะตลาดแรงงานมีโอกาสฟื้นตัวช้า-ยืดเยื้อกว่าวิกฤติการเงินโลกและน้ำท่วมใหญ่ปี2554

นายทิตนันทิ์   มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 23 มิถุนายน 2564 โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี สาเหตุการระบาดระลอกที่สามของ COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าลงและไม่ทั่วถึงมากขึ้นเทียบกับประมาณการเดิม

อีกทั้งในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่  แต่คณะกรรมการกนง.ได้ปรับลดประมาณการ เศรษฐกิจ(จีดีพี)จากเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยปีนี้จีดีพีเหลือโต 1.8%จากเดิมคาดไว้ที่ 3.0% บนสมมติฐานการควบคุมการระบาดของโควิดในไตรมาส 3

เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ต้นปี 2565 และจีดีพีในปีหน้าเหลือโต  3.9%จากเดิม 4.7%  หากการระบาดของโควิดยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าคาดได้อีก  ทั้งนี้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวชะลอลงจากเดิม เนื่องจากการระบาดโควิดยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น และยังมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากแนวโน้มของการกลายพันธุ์ของไวรัส  โจทย์สำคัญตอนนี้คือ เรื่องการจัดหาและการกระจายวัคซีนที่เหมาะสม  เพียงพอและทันการณ์

สำหรับปัจจัยที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจลงนั้น  ได้แก่

1.การระบาดระลอก3ทำให้อุปสงค์ภายในประเทศถูกกระทบ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนเหลือ 2.5%

2.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศน้อยกว่าที่คาดจากเดิมกว่า 3 ล้านคนเหลือ 7 แสนคนในปีนี้เป็นผลจากการระบาดรุนแรงมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แผนการจัดหาและการกระจายวัคซีนมีพัฒนาการดีขึ้น มีแรงกระตุ้นทางการคลังจากพ.ร.กเงินกู้ฉบับใหม่  ที่สำคัญ เศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวมากขึ้นและราคาสินค้าที่ดีขึ้นทำให้การส่งออกสินค้าของไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่ง ธปท.ได้ปรับประมาณการมูลค่าการส่งออกขึ้นเป็น 17.1%จากเดิม 10% การนำเข้าเร่งตัวขึ้นจากการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบในการผลิตและส่งออก  ขณะที่ ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้มีแนวโน้มขาดดุลและในปีหน้าอาจจะกลับมาเกินดุลหากมีรายรับจากการท่องเที่ยวกลับมามองไปข้างหน้าระยะสั้น 4-6 เดือนเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย

ซึ่งเป็นการแข่งขันกันระหว่างไวรัสกลายพันธุ์กับการจัดหาวัคซีนที่เหมาะสม  เพียงพอและทันการณ์ โดยภาคธุรกิจและครัวเรือนมีความเปราะบางและสายป่านสั้นขึ้น ดังนั้นมาตรการทุกอย่างของภาครัฐรวมทั้งธปท.คงต้องเน้นผลักดันให้มาตรการที่มีอยู่แล้วให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง ไม่ว่ามาตรการสินเชื่อฟื้นฟูหรือมาตรการอื่นๆกนง.จับตา ไวรัสกลายพันธ์กับการกระจายวัคซีน

อย่างไรก็ตาม  หากสามารถควบคุมการระบาดของไวรัสและผ่านพ้นช่วงระยะสั้นไปได้จะเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ประเด็นแรกคือ หากควบคุมการระบาดได้ การบริโภคจะปรับตัวดีขึ้นบ้าง จากการอั้นมาในอดีต เช่นคนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น เมื่อควบคุมการระบาดได้ดี

ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างประเทศสามารถเข้ามาได้ในจำนวนมากขึ้นทำให้เศรษฐกิจค่อยๆฟื้น ที่สำคัญ ถ้าควบคุมการระบาดของไวรัสได้  ภาคเศรษฐกิจที่เปราะบางต่างๆจะได้รับแรงกระตุ้น มีรายได้เพิ่ม ลดความเปราะบางของกลุ่มภาคบริการและครัวเรือนบางกลุ่มทั้งนี้ ความเสี่ยงต่อการประมาณการจีดีพีในระยะข้างหน้า  ขึ้นอยู่กับ การระบาดของไวรัสทั้งในและต่างประเทศ

ซึ่งทางคณะกรรมการจะจับตาอย่างใกล้ชิด  เช่น ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ ธปท.ปรับลดเหลือ7แสนคนในปีนี้จากเดิมคาดไว้กว่า 3ล้านคน ถ้าหากหารระบาดยืดเยื้อกว่าคาดตัวเลขดังกล่าวอาจจะปรับลดลงอีก  เช่นเดียวกับ มาตรการภาครัฐในต่างประเทศก็อาจจำกัดไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางออกนอกประเทศ

จึงอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในปีหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำจากที่ธปท.ประมาณการไว้ 10ล้านคน  นอกจากนี้การระบาดของไวรัสกระทบกิจกรรมภายในประเทศ เช่น ไทยเที่ยวไทย และกระทบการบริโภคของภาคเอกชนด้วย“การระบาดระลอก 3ของโควิดที่ยืดเยื้อ มีผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ

โดยตลาดแรงงาน (เทียบวิกฤติการเงินโลกปี 2551 หรือวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554) แนวโน้มการฟื้นตัวรอบนี้จะช้ากว่าและมีแนวโน้มจะเป็นลักษณะ W- Shape ยืดเยื้อกว่าในอดีต เช่นเดียวกับแรงงานจบใหม่มีแนวโน้มหางานยากขึ้นและผู้ว่างงานระยะยาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เหล่านี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดแผลเป็น หากดูแลไม่ทันจะเกิดปัญหาในช่วงต่อไป”

นายทิตนันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกนง.ยังมีความสนใจเงินเฟ้อต่างประเทศ  ซึ่งที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว เช่น สหรัฐ  จีน ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อเงินเฟ้อไทยไม่มากนัก  เพราะตะกร้าเงินเฟ้อมีการนำเข้าเพียง 16%ส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน แต่ราคาสินค้าโลหะหรือปัจจัยอุปทานส่วนใหญ่จะกระทบต้นทุนการผลิต สะท้อนจากราคาผู้ผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนราคาเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวขึ้นบ้างแต่เป็นปัจจัยชั่วคราวจากฐานที่ต่ำ เพราะราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับลดลง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน(ไม่รวมน้ำมัน,อาหารสด)อยู่ในระดับต่ำ  มองไปข้างหน้า  เงินเฟ้อคาดการณ์ไตรมาสสองสูงขึ้นและมีแนวโน้มจะค่อยๆปรับลดลงในปีหน้า

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจทั่วโลก บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ เจาะตลาดการวางแผนเศรษฐกิจ  เศรษฐกิจการเงิน เศรษฐกิจการลงทุน ติดตามข่าวเศรษฐกิจด่วน กระแสข่าวเศรษฐกิจ ที่ได้รับความสนใจ ได้ที่  have-a-look.net

economy
เศรษฐกิจ

BAY คาดกรอบบาทสัปดาห์นี้ 35.25-35.70 จับตา

BAY คาดกรอบบาทสัปดาห์นี้ 35.25-35.70 จับตาประธานเฟด-ECB […]

อ่านต่อ ...